ต้นไม้ (เข็ม)

เกษตร Society 19/5/57 : ดูแลรักษา “ต้นเข็ม” อย่างไรไม่ให้ใบซีดเลือง

 

ต้นดอกเข็ม

 

  ชื่อวิทยาศาสตร์:  Ixora chinensis Lamk. Ixora spp.

ชื่อวงศ์:  RUBIACEAE
ลักษณะทั่วไปทางพันธุศาสตร์เข็ม
                ต้นเข็ม เดิมเป็นพรรณไม้พื้นเมืองของอเมริกาใต้ จัดว่าเป็นไม้พุ่ม ซึ่งมีความสูง 1-3 เมตร  เข็มหอม หรือเข็มขาวมีสำต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งใกล้ผิวดินจำนวนมาก เราจึงพบว่าเข็มหอมมักอยู่กันเป็นพุ่มแน่น โดยแต่ละต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น 1-2 เซนติเมตร เปลือกสีดำหรือม่วงเข้ม ใบเป็นใบเดี่ยวรูปรีแกมขอบขนาน เรียงตรงข้าม หน้าใบมัน สีเขียวเข้ม หลังใบสีอ่อนกว่าและเห็นเส้นใบชัดเจน ในส่วนของช่อดอก จะมีสีขาว ออกที่ปลายยอด มีเส้นผ่าศูนย์กลางช่อดอก 8-18 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก   ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงสีเขียวรูปถ้วย ปลายแยกเป็นกลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็ก ๆ ยาว 2.5-3 เซนติเมตรปลายหลอดมีกลีบแยกจากกันเป็น 4 กลีบ แต่ละกลีบรูปไข่กว้าง 0.3 เซนติเมตร ยาว 0.6 เซนติเมตร เมื่อดอกบานมีเส้น   ผ่าศูนย์กลาง 1.2-2เซนติเมตร ดอกย่อยภายในช่อดอกเดียวกันบานในเวลาใกล้เคียงกัน ดอกที่บานใหม่ ๆ จะมีสีขาว บริสุทธิ์ เมื่อใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ดอกมีกลิ่นหอม และออกดอกตลอดปี

 

การปลูกและขยายพันธุ์เข็ม
                ขยายพันธุ์ได้หลายวิธี   เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง หรือตอนกิ่ง  ออกรากได้ง่าย ปลูกเลี้ยงและบำรุงรักษาง่าย ทนทาน มีอายุยืนนานหลายปี ชอบดินที่มีความชื้นสูงและชอบแดดจัด ต้นที่ปลูกในที่มีแสงน้อยหรือได้รับร่มเงาของต้นไม้อื่น จะมีกิ่งยืดยาวและไม่ค่อยออกดอก

ถิ่นกำเนิด :  เป็นพันธุ์ไม้หอมพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้

ลักษณะทั่วไป

ต้นเข็มเป็นพรรณไม้ยืนต้นมีพุ่มขนาดเล็กจนถึงขนาดกลางขนาดลำต้นมีความสูงประมาณ3-5 เมตรลำต้นเป็นต้นเดี่ยวหรือแตกกอแผ่สาขาออกไปเป็นต้นต้นเล็กกลมขนาดเส้นรอบวงประมาณ 4-10 เซนติเมตรลำต้นเรียบสีน้ำตาลกิ่งยอดมีสีเขียวแตกกิ่งตรงขึ้นด้านบน ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่สลับกันรอบต้นและกิ่ง ใบแข็งเปราะมีสีเขียวสด โคนใบมนปลายใบแหลม ลักษณะใบมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ออกดอกเป็นช่อออกตรงส่วนยอดซึ่งมีก้านดอกชูไว้ภายในช่อประกอบด้วยดอกเล็กๆลักษณะ
เป็นหลอดเล็ก ๆ ซึ่งมีกลีบอยู่ส่วนบน ประมาณ 4-5 กลีบ กลีบเล็กแหลม ลักษณะดอกและสีสันแตกต่างกันไป

ต้น  เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดย่อม ลำต้นสูงประมาณ 3–5 ฟุต จะแตกกิ่งก้านสาขาออกแผ่เป็นพุ่ม ลำต้นเป็นต้นเดี่ยวหรือแตกกอแผ่สาขาออกไปเป็นต้นต้นเล็กกลมขนาดเส้นรอบวงประมาณ 4-10 เซนติเมตรลำต้นเรียบสีน้ำตาลกิ่งยอดมีสีเขียวแตกกิ่งตรงขึ้นด้านบน

ใบ  ใบของดอกเข็มแข็ง และเปราะง่าย มีสีเขียวสด ลักษณะใบมนรี ปลายใบแหลม โคนใบมน ใบจะออกเรียงสลับกันคนละทิศทาง ลักษณะใบมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์

    ดอก  ดอกออกเป็นช่อใหญ่ จะออกตรงส่วนยอดของต้น ในแต่ละช่อจะประกอบด้วยดอกขนาดเล็กเป็นหลอด ตรงปลายหลอดจะเป็นกลีบซึ่งมีอยู่ 4-5 กลีบ ปลายกลีบแหลม ลักษณะดอกและสีสรรแตกต่างกันไป

    ฝัก/ผล  เป็นผลกลม ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีดำ 

ฤดูกาลออกดอก:  ออกดอกตลอดปี

เวลาที่ดอกหอม : หอมตลอดวัน

การปลูก:

    –    การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน

    –    การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนนิยมปลูกเป็นกลุ่มตกแต่งสวนบริเวณบ้านหรือปลูกเป็นแนวรั้วก็ได้ สามารถตัดแต่ง และบังคับรูปทรงได้ตามความเหมาะสม และความต้องการของผู้ปลูก

การดูแลรักษา:  ชอบอยู่กลางแจ้ง ขึ้นได้กับดินทุกชนิดแต่จะชอบดินที่ร่วนซุยมากกว่า มีความชุ่มชื้นพอดี ทนทานต่อความแห้งแล้ง

การขยายพันธุ์:  ปักชำกิ่ง เพาะเมล็ด กิ่งตอน

ส่วนที่มีกลิ่นหอม:  ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

 

 

การใช้ประโยชน์:

    –    ไม้ประดับ

    –    สมุนไพร

ถิ่นกำเนิด:  แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นเข็มไว้ ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพือเอาประโยชน์ทั่วไปทางดอก ให้ปลูกในวันพุธ

การขยายพันธุ์ :  

                การตอน ใช้เวลาในการตอน ประมาณ 30 วัน ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมน

                การขุดต้นอ่อน ที่แตกขึ้นมาใหม่บริเวณโคนต้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่าย (พบในต้นที่ปลูกลงพื้นที่แล้วอย่างน้อย 2 – 3 ปีขึ้นไป

ข้อดีของพันธุ์ไม้ :             

                ดอกทยอยบาน ออกดอกตลอดปี

                การปลูกและดูแลรักษาง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม  

                หาง่าย ราคาต้นพันธุ์ถูก

 

ข้อแนะนำ :         

                ควรมีการตัดแต่งกิ่งขนาดเล็กๆ ออกบ้างโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ในทรงพุ่ม เมื่อดอกโรยควรทำการตัดแต่งช่อดอกแห้งทิ้ง จะช่วยให้มีการแตกยอดใหม่และออกดอกใหม่เร็วขึ้น

                หากต้องการให้มีดอกขนาดใหญ่ นอกจากให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอแล้ว การตัดแต่งให้มีจำนวนกิ่งที่เหมาะสม จะช่วยให้ดอกมีขนาดใหญ่ตามอายุและความสามารถทางพันธุกรรมได้ดีขึ้น

                เข็มขาวเป็นพันธุ์ไม้หอมที่ชอบแดดจัดเต็มวัน จึงควรปลูกกลางแจ้งจะทำให้ออกดอกขนาดใหญ่ ลำต้นเตี้ย การปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดรำไรจะทำให้ไม่ค่อยออกดอก ต้นสูงชลูดและไม่แข็งแรง

ข้อมูลอื่นๆ :

                ในทรรศนะของผู้รวบรวม เข็มขาวเป็นพันธุ์ไม้ที่มีความคุ้มค่าทั้งในด้านการปลูกและดูแลรักษา การออกดอก ความหอม สามารถเรียกได้ว่า สวย ทน ถูก  

สรรพคุณ

ดอกเข็มขาว เป็นต้นไม้พุ่ม ใช้ดอกใส่พานบูชาพระ ให้ประโยชน์ในทางยา รากมีรสหวาน รับประทานแก้โรคตา เจริญอาหาร สามารถฆ่าพยาธิ แก้ตาแดง แก้ริดสีดวงงอกในจมูก

สรรพคุณทางยา:

    –    รากมีรสหวานใช้รับประทานแก้โรคตา เจริญอาหาร

    –    ใบใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ

    –    ดอกแก้โรคตาแดง ตาแฉะ

    –    ผลแก้โรคริดสีดวงในจมูก

การเป็นมงคล

คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกเข็มไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีความฉลาดเฉียบแหลม เพราะเข็มคือสิ่งที่มีความแหลมคม ดังนั้นคนไทยโบรานจึงใช้ดอกเข็มในพิธีไหว้ครูเพื่อจะได้เป็นนักปราชญ์ที่มีสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลมนอกจากนี้ยังใช้ดอกเข็มเป็นเครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีทางศาสนาได้เป็นสิริมงคลยิ่งนัก


การศึกษาโครงสร้างภายนอกและภายในของต้นดอกเข็ม

    โครงสร้างภายนอกของใบ

                                               –       ภาพหน้าใบ


 

รูป 1  ภาพแสดงโครงสร้างหน้าใบของต้นดอกเข้ม

                            –   ภาพหลังใบ

รูป 2ภาพแสดงโครงสร้างหลังใบของต้นดอกเข้ม

ลักษณะโครงสร้างของใบ

                ใบ เป็นใบเลียงคู่ จะแข็ง และเปราะง่าย มีสีเขียวสด ลักษณะใบมนรี ปลายใบแหลม โคนใบมน ใบจะออกเรียงสลับกันคนละทิศทางดอก  ลักษณะดอกมีสีแดง ดอกออกเป็นช่อใหญ่ จะออกตรงส่วนยอดของต้น ในแต่ละช่อจะประกอบด้วยดอกขนาดเล็กเป็นหลอด ตรงปลายหลอดจะเป็นกลีบซึ่งมีอยู่ 4-5 กลีบ ปลายกลีบแหลม

 

                โครงสร้างภายในของใบ

 

รูปที่ 3  ภาพแสดงลักษณะภายในใบของต้นดอกเข็

                จากภาพ โครงสร้างภายในของใบ จากการตัดตามขวางใบของต้นเข็ม  มีรายละเอียดดังนี้

1. Epidermis

 – ผิวชั้นนอกสุด มีทั้งด้านบนและด้านล่าง (Upper & Lower Epidermis)มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์คุม และขน

 – มี Cutin เคลือบ ป้องกันการระเหยของน้ำ

2. Spongy mesophyll ติดกับ Epidermis ด้านล่าง เซลล์รูปร่างค่อนข้างกลม เรียงตัวหลวมๆ ไม่เป็นระเบียบ มีช่องว่างระหว่างเซลล์ ภายในเซลล์มีคลอโรพลาสต์ไม่หนาแน่น  ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เซลล์ชั้น Mesophyll ไม่แบ่งเป็นชั้น Palisade mesophyll และ Spongy mesophyll และมัดท่อลำเลียงพบอยู่ทั่วไป โดย Xylem อยู่ทางด้านบน Phloem พบทางด้านล่างของแผ่นใบ

3. Palisade mesophyll  ติดกับ Epidermis ด้านบน เซลล์รูปร่างยาวเรียงตัวแนวตั้งฉากกับ Epidermis ไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ ภายในเซลล์มีคลอโรพลาสต์จำนวนมาก

4. VASCULAR BUNDLE คือชั้นของเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยเซลล์อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มๆ คือเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำ(XYLEM)และเนื้อเยื่อลำเลียงอาหาร(PHLOEM)

            โครงสร้างภายนอกลำต้นของดอกเข็ม

รูปที่ ภาพแสดงลักษณะลำต้นภายนอกของต้นเข็ม

ลักษณะโครงสร้างภายนอกของลำต้น

                ลำต้นมีขนาดเล็กถึงขนาดย่อม ลำต้นสูงประมาณ 3–5 ฟุต จะแตกกิ่งก้านสาขาออกแผ่เป็นพุ่ม ลำต้เป็นต้นเดี่ยวหรือแตกกอแผ่สาขาออกไปเป็นต้นต้นเล็กกลมขนาดเส้นรอบวงประมาณ4-10 เซนติเมตรลำต้นเรียบสีน้ำตาลกิ่งยอดมีสีเขียวแตกกิ่งตรงขึ้นด้านบน

 

        

            โครงสร้างภายในลำต้นของดอกเข็ม

รูปที่ ภาพแสดงลักษณะภายในของลำต้นเข็ม

 

ลักษณะโครงสร้างภายในของลำต้น

ชั้นของเนื้อเยื่อลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่เรียงตัวจากภายนอกเข้าสู่ภายในตามลำดับดังต่อไปนี้

1. EPIDERMIS เป็นเนื้อเยื่อชั้นนอกสุด ประกอบด้วยเซลล์เรียงตัวกันชั้นเดียว มีผนังบาง ไม่มีคลอโรพลาสต์

2. CORTEX อยู่ใต้ชั้น EPIDERMIS เป็นชั้นที่มีคลอโรพลาสต์อยู่

3. STELE ประกอบด้วย  VASCULAR BUNDLE คือชั้นของเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยเซลล์อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มๆ คือเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำ ( XYLEM ) และเนื้อเยื่อลำเลียงอาหาร ( PHLOEM )

    โครงสร้างภายนอกรากของดอกเข็ม

รูปที่  5  ภาพแสดงลักษณะภายนอกรากของต้นดอกเข็ม

    ลักษณะโครงสร้างภายนอกของราก

               ราก  มีลักษณะตอนโคนจะโตแล้วค่อยเรียวเล็กลงไปจนถึงปลายจะยาวและใหญ่กว่ารากอื่นๆที่แยกออกไป และจะมีรากแขนงแตกออกมาจากรากแก้วแตกแขนงออกเป็นทอดๆได้อีกเรื่อยๆเป็นจำนวนมาก

 

             โครงสร้างภายในรากของดอกเข็ม

รูปที่  6   ภาพแสดงลักษณะภายในรากของต้นดอกเข็ม

 

         รากมีโครงสร้างเรียงลำดับจากภายนอกสู่ภายในดังนี้    
        1.EPIDERMIS มีลักษณะเหมือนเอพิเดอร์มิสของลำต้นแต่จะมีบางเซลล์ยื่นออกไปเป็นขนราก ( ROOT HAIR )
        2.CORTEX ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมา ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารและน้ำ คอร์เทกซ์ของรากจะกว้างกว่าลำต้น
        3.STELE เป็นชั้นที่อยู่ถัด ENDODERMIS ประกอบด้วย
               3.1 PERICYCLE ส่วนใหญ่เรียงตัวแถวเดียว หรือ สองแถวเป็นแหล่งทีเกิดของรากแขนง
               3.2 VASCULAR BUNDLE คือกลุ่มของท่อน้ำท่ออาหารจะอยู่ภายในวงล้อมของ PERICYCLE

 

Lower Stomata and  Upper Stomata

 

รูปที่  7    Upper Stomata

      Upper  stomata  

             เป็นเซลล์ผิที่อยู่ด้านบนของเอพิเดอร์มิส   มีลักษณะการเรียงตัวของเซลล์ไม่เป็นระเบียบ  ซึ่งเป็นเซลล์ผิวที่มีเซลล์ปากใบน้อยกว่าด้านล่าง  เนื่องจากด้านบนได้รับแดนมากเกินไปจะทำให้เซลล์ปากใบขาดความชื่น

 

รูปที่  8    lower  Stomata

      Lower  Stomata

                  เป็นเซลล์ผิวที่อยู่ด้านล่างของเอพิเดอร์มิส มีลักษณะการเรียงตัวของเซลล์ไม่เป็นระเบียบ  ซึ่งเป็นเซลล์ผิวที่มีเซลล์ปากใบมาก  เนื่องจากปากใบต้องการความชื่นตลอดเวลา จึงมีปากใบอยู่ด้านล่างใบมากกว่าด้านบนเพื่อที่จะไม่โดนแดนและยังรักษาความชื่นได้ตลอดเวลาด้วย

 

ปากใบและการคายน้ำของพืช

                ในบางครั้งที่อากาศมีความชื้นสัมพันธ์สูง น้ำจะระเหยเป็นไอสู่บรรยากาศได้น้อยลง ทำให้การคายน้ำลดลง แต่แรงดันน้ำในต้นพืชยังสูงอยู่ จึงสามารถพบหยดน้ำที่บริเวณกลุ่มรูเปิดที่ผิวใบซึ่งเรียกว่า ไฮดาโทด (hydathode)มักพบอยู่ใกล้ปลายใบหรือขอบใบตรงตำแหน่งของปลายท่อลำเลียง การคายน้ำในลักษณะนี้เรียกว่า กัตเตชัน (guttation) ทำให้พืชสามารถดูดน้ำทางรากเข้าไปใช้ได้ พบทั้งในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่

                พืชนอกจากจะสูญเสียน้ำโดยการระเหยเป็นไอออกมาทางปากใบแล้วพืชยังสามารถสูญเสียน้ำเป็นไอน้ำออกมาทางเลนทิเซล (lenticle) ซึ่งเป็นรอยแตกที่ผิวของลำต้นได้อีกด้วย

                ปากใบเปิดเมื่อเซลล์คุมเต่งและปิดเมื่อเซลล์คุมสูญเสียความเต่งเซลล์คุมเต่งจะสูญเสียความเต่งได้โดยที่  ความเข้มข้นของสารละลายภายในเซลล์กำหนดความเต่งของเซลล์คุม เมื่อมีแสงปริมาณโพแทสเซียมไอออนในเซลล์คุมเพิ่มขึ้น ทำให้ความเข้มข้นของสารละลายเพิ่มขึ้น น้ำจากเซลล์ข้างเคียงจึงแพร่เข้าสู่เซลล์คุม ทำให้เซลล์เต่งมากขึ้นและเปลี่ยนรูปไปทำให้ปากใบเปิด ในทางตรงกันข้ามการลดปริมาณโพแทสเซียมไอออนในเซลล์คุม ทำให้ความเข้มข้นของสารละลายภายในเซลล์คุมลดลง น้ำจะแพร่ออกจากเซลล์คุมทำให้เซลล์คุมเปลี่ยนรูปไปเป็นผลให้ปากใบปิด

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการคายน้ำ

อุณหภูมิ

                ขณะที่ปากใบเปิดถ้าอุณหภูมิของอากาศสูงขึ้น อากาศจะแห้ง น้ำจะแพร่ออกจากปากใบมากขึ้น ทำให้พืชขาดน้ำมากขึ้น

ความชื้น

               ถ้าความชื้นในอากาศลดลงปริมาณน้ำในใบและในอากาศแตกต่างกันมากขึ้นจึงทำให้ไอน้ำแพร่ออกจากปากใบมากขึ้น เกิดการคายน้ำเพิ่มมากขึ้น

ลม

                ลมที่พัดผ่านใบไม้จะทำให้ความกดอากาศที่บริเวณผิวใบลดลงไอน้ำบริเวณปากใบจะแพร่ออกสู่อากาศได้มากขึ้น และขณะที่ลมเคลื่อนผ่านผิวใบจะนำความชื้นไปกับอากาศด้วย ไอน้ำจากปากใบก็จะแพร่ได้มากขึ้นเช่นกัน แต่ถ้าลมพัดแรงเกินไปปากใบก็จะปิด

 

 

ภาพน้ำในดิ

                การเปิดปิดของปากใบมีความสัมพันธ์กับสภาพของน้ำในดินมากกว่าสภาพของน้ำในใบพืช เมื่อดินมีน้ำน้อยลงและพืชเริ่มขาดแคลนน้ำ พืชจะสังเคราะห์กรดแอบไซซิก (abscisic acid)หรือ ABA มีผลทำให้ปากใบปิดการคายน้ำจึงลดลง

ความเข้มของแสง

                ขณะที่พืชได้รับน้ำอย่างเพียงพอปากใบจะเปิดมากเมื่อความเข้มแสงสูงขึ้นและปากใบจะเปิดน้อยลงเมื่อความเข้มของแสงลดลงเนื่องจากความเข้มของแสงเกี่ยวข้องกับอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์  น้ำตาล  ไอออน และสารอินทรีย์บางชนิดที่อยู่ในเซลล์คุม  ดังนั้นเมื่อความเข้มข้นของแสงมากขึ้น จะเป็นผลให้การคายน้ำในใบมาก แต่ในบางกรณีถึงแม้ความเข้มของแสงมากแต่น้ำในดินน้อย พืชเริ่มขาดน้ำปากใบจะปิด

                โดยทั่วไปปากใบพืชจะเปิดในเวลากลางวันเพื่อนำคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงและปิดในเวลากลางคืนแต่พืชอวบน้ำเช่นกระบองเพชรที่เจริญในที่แห้งแล้งปากใบจะเปิดในเวลากลางคืนและปิดในเวลากลางวันเพื่อลดการสูญเสียน้ำในเวลากลางคืนพืชตระกูลนี้จะตรึงคาร์บอนไดออกไซด์แล้วเปลี่ยนเป็นกรดอินทรีย์เก็บสะสมไว้ในแวคิลโอลในเวลากลางวันพืชจะนำคาร์บอนไดออกไซด์จากกรดอินทรีย์มาใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง

                พืชบางชนิดยังมีการปรับโครงสร้างให้มีประสิทธิภาพในการดูดน้ำโดยมีรากแผ่ขยายเป็นบริเวณกว้างหรือมีรากหยั่งลึกลงไปในดิน เช่น หญ้าแฝก  พืชบางชนิดลำต้นและใบอวบน้ำเพื่อสะสมน้ำ มีขนปกคลุมปากใบจำนวนมาก มีคิวทินหนาที่ผิวใบ รูปร่างของใบมีขนาดเล็กลงหรือเปลี่ยนไปเป็นหนาม บางชนิดมีโครงสร้างที่ช่วยลดการคายน้ำ เช่น ปากใบอยู่ต่ำกว่าระดับผิวใบ เช่น ปากใบของต้นยี่โถ

ที่มา:https://sites.google.com/site/wwwbio27mythreecom/

ต้นไม้ (โมก)

ต้นโมก ขายส่งถูกมาก

 

โมก โมกบ้าน ชื่อวิทยาศาสตร์ Wrightia religiosa Benth. ex Kurz จัดอยู่ในวงศ์ APOCYNACEAE เช่นเดียวกับโมกเครือ โมกแดง โมกมัน โมกหลวง[1] โมกบ้าน ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกว่า หลักป่า (ระยอง), โมกซ้อน โมกลา โมกบ้าน (ภาคกลาง), โมก โมกบ้าน โมกดอกหอม โมกกอ (ไทย), ปิดจงวา (เขมร-สุรินทร์) เป็นต้น

ลักษณะของโมกบ้าน

-ต้นโมกบ้าน มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย จัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลางไม่ผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 1-3 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง เปลือกต้นเรียบเกลี้ยงเป็นสีน้ำตาลเข้ม และมีขุดเล็กๆ สีขาวประอยู่ทั่วไป แตกกิ่งต่ำใกล้ผิวดินเป็นลำต้นจำนวนมาก ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำได้ดี มีความชื้นปานกลาง ชอบแสงแดดแบบเต็มวันถึงรำไร เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ทนต่อความร้อนและแสงแดดได้ดี มักพบขึ้นตามป่าละเมาะที่ชื้น และตามป่าดงดิบ

thumb

-ใบโมกบ้าน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบมนหรือสอบเข้าหากัน ส่วนขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.8-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.3-7.8 เซนติเมตร เนื้อใบบาง ท้องใบเรียบ ส่วนก้านใบยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร

thumb (1)

-ดอกโมกบ้าน ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อหนึ่งมีประมาณ 4-8 ดอก ดอกมีกลิ่นหอมเย็น (ในตอนค่ำจะมีกลิ่นหอมแรงกว่าตอนกลางวัน) มีทั้งดอกชั้นเดียวที่เรียกว่า “โมกลา” และชนิดที่มีกลีบดอกเรียงซ้อนกันเรียกว่า “โมกซ้อน” ดอกย่อยเป็นสีขาว มีกลีบดอก 5-16 กลีบ กลีบดอกเป็นรูปไข่ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ดอกมีกลิ่นหอม ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม กลางดอกมีเกสรติดกับหลอดท่อดอก ก้านชูดอกยาวเป็นเส้นเล็ก เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปีหากอยู่สภาพที่เหมาะสม และจะออกดอกมากเป็นพิเศษในช่วงปลายฤดูและต้นฤดูหนาว

thumb (2)

-ผลโมกบ้าน ออกผลเป็นฝักคู่ โคนฝักเชื่อมติดกัน ปลายฝักแหลม ผิวฝักเรียบ ขนาดของฝักยาวประมาณ 5-6.5 นิ้ว เมื่อฝักแก่แล้วจะแตกออกเป็น 2 ซีก ภายในฝักมีเมล็ดจำนวนมาก ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปกระสวย ที่ปลายเมล็ดมีขนปุยสีขาว ช่วยทำให้ปลิวลมไปได้ไกลๆ โดยชนิดดอกลาจะติดฝักได้ดีกว่าชนิดดอกซ้อน

thumb (3)

สรรพคุณของโมกบ้าน

1.เปลือกมีสรรพคุณเป็นยาช่วยทำให้เจริญอาหาร (เปลือก)

ยางจากต้นใช้เป็นยาแก้โรคบิดที่มีอาการเลือดออก (ยาง)

ดอกมีสรรพคุณเป็นยาระบาย (ดอก)

เปลือกมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคไต (เปลือก)

ใบมีสรรพคุณใช้ขับน้ำเหลือง (ใบ)

ยางใช้เป็นยาแก้พิษงูและแมลงกัดต่อย(ยาง)

รากมีรสเมามัน ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคผิวหนังจำพวกโรคเรื้อนและคุดทะราด (ราก)

ที่มา:http://frynn.com/%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99/

ต้นไม้(กล้วย)

คุณประโยชน์ของกล้วย โดย ดร.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์

ดาวน์โหลด1ดาวน์โหลด (6)

ชื่อ
กล้วย
ชื่อพฤษศาสตร์
Musa L. ( กล้วยประเภทรับประทาน )
วงศ์

MUSACEAE

ชื่อพื้นเมือง

อังกฤษเรียก บานาน่า อินโดนีเซีย และมาเลเซียเรียก ปิซัง ( Pisang ) ฟิลิปปินส์เรียก ซาจิง ( Saging ) พม่าเรียก เง็กเปาตี ( Nget pyo thee ) เขมรเรียก ซิกนัมวา ( Cheek nam’vaa )

แหล่งกำเนิดและการกระจาย

กล้วยที่ปลูกกันอยู่ทุกวันนี้ ตามหลักฐานปรากฏว่า มีถิ่นกำเนิดอยู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเอกสารกล่าวว่า คนแถบนี้ใช้ประโยชน์จากกล้วยกันมานานแล้ว แม้ว่าประวัติความเป็นมา ของกล้วยจะไม่แพร่หลายนัก แต่เป็นที่รู้กันว่า กล้วยเป็นผลไม้ชนิดแรกที่คนเอเชียแถบร้อนชื้น โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปลูกใช้เป็นอาหารก่อนรู้จักการดื่มนม ทารกไทยส่วนใหญ่เติบโตมาด้วยกล้วยบด
แหล่งกำเนิดจริงๆ ของกล้วยยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ทฤษฎีของซิกมอนด์และเชเพิร์ด ที่ได้รับการยอมรับกันเป็นส่วนใหญ่เสนอว่า ดินแดนแถบอินโด-มาเลเซีย ถือเป็นศูนย์กลางความหลากหลาย ของกล้วยที่สำคัญที่สุด มาเลเซียจึงอาจเป็นศูนย์กลางของกล้วยในระยะแรกๆ ก็ได้ จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การปลูกกล้วยขยายออกไปทั่วเขตร้อน และเข้าไปในเขตอบอุ่นของเอเชีย อเมริกา แอฟริกาและออสเตรเลีย อาจกล่าวได้ว่าประเทศทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน ฝนชุกโดยเฉพาะเอเชีย กล้วยเป็นผลไม้ที่ปลูกกันมาก บริโภคกันมากเป็นอันดับแรกของทุกประเทศ
สำหรับความเป็นมาของกล้วยในประเทศไทย จากหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด คือ จดหมายเหตุของลาลูแบร์ ที่เขียนขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จดหมายเหตุกล่าวถึงกล้วยงวงช้าง () และกล้วยงาช้าง น่าจะหมายถึง กล้วยยักษ์ และกล้วยร้อยหวี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เมื่อกล้วยมีกำเนิดอยู่ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดังที่กล่าวแล้วนั้น จึงย่อมเชื่อได้ว่ามีการปลูกกล้วยในเมืองไทยมานานก่อนสมัยอาณาจักรศรีวิชัย (พ.ศ.1200 โดยประมาณ) ส่วนในอินเดียได้รู้จักกล้วยกันมานานกว่าสามพันปีมาแล้ว โดยมีข้อความปรากฏตอนหนึ่งในมหากาพย์รามายณะกล่าวว่า “ เมื่อนางเกาสุริยาได้ฟังว่า พระรามมิได้มีการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์แล้ว พระนางถึงกับล้มราวกับต้นกล้วยถูกฟันด้วยคมมีด ” ปัจจุบันพันธุ์กล้วยที่สำคัญของไทย ได้แก่ กล้วยน้ำว้า ปลูกกันมากที่สุดในจังหวัดเลย หนองคาย และระนอง ตามลำดับ รองลงมาได้แก่กล้วยไข่ ซึ่งปลูกกันมากที่สุดที่จังหวัดกำแพงเพชร ตาก และนครสวรรค์

ลักษณะทางพฤษศาสตร์

ลักษณะ กล้วยเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีลำต้นเทียมสูงประมาณ 2-9 เมตร มีลำต้นสั้นๆ อยู่ใต้ดิน (ที่เรียกว่า “ หัว ” ) พร้อมด้วยตาหลายตาเป็นตำแหน่งที่เกิดเหล้าที่เจริญเป็นหน่อ รากแผ่กระจายไปตามแนวราบ แต่ส่วนมากรากจะอยู่ที่ผิวดิน หน่อมีรูปทรงกระบอก ลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบที่ทับสลับกันจนแน่นกอดกันเป็นก้อนกลม

ใบ ใบ หรือ ใบตองกล้วยมีขนาดใหญ่ ลักษณะใบเป็นแผ่นยาวประมาณ 1.50 เมตร กว้างประมาณ 40.60 ซม. ทรงตัวอยู่ได้ด้วยเส้นกลางใบที่แน่นแข็ง ใบมีการจัดเรียงแบบขนนก มีเส้นใบขนานกัน

ดอก ออกดอกเป็นช่อห้อยลงมา มีกาบหุ้มมีสีแดงอมม่วง เรียกว่า หัวปลี รูปร่างกลมรี มีดอกย่อยติดกันเป็นแผง ดอกตัวเมียจะอยู่ที่ฐาน ส่วนดอกตัวผู้จะอยู่ช่วงปลาย

ผล หลังจากดอกตัวเมียเริ่มเจริญเป็นผล ดอกตัวผู้ก็จะร่วงไป ช่อดอกจะเจริญต่อไปเป็นเครือกล้วยที่ประกอบด้วยหวีกล้วยประมาณ 7-8 หวี ผลกล้วยอ่อนมีสีเขียวพอแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

ที่มา:http://pirun.ku.ac.th/~b5311400072/page3.html

IT น่ารู้ (วิธีสมัคร facebook)

วิธีสมัครเฟสบุ๊ค แบบพื้นฐาน

IT น่ารู้ (วิธีสมัคร email [outlook] )

วันนี้จะมาสอนวิธีการสมัครอีเมล์ อีกหนึ่งอีเมล์ที่มาใหม่และกำลังมาแรงในตอนนี้นั้นก็คือ outlook.com บริการใหม่จากทางไมโคซอฟ ที่มีข่าวว่าจะย้าย hotmail มารวมกัน มาเริ่มกันเลยดีกว่า

ให้เข้าไปที่ http://www.outlook.com จะได้ดังภาพด้านล่าง

การสมัคร

ก็จะเข้าหน้าการลงทะเีบียนใส่ข้อมูลส่วนตัวของเรา

กรอกแบบฟอร์มใส่รายละเอียดชื่อ outlook

สมัคร outlook

สมัคร outlook

การสมัคร outlook

เมื่อสมัครผ่านจะได้ดังภาพด้านล่าง

สมัคร outlook

อีเมล์ฉบับแรกจาก outlook.com

เพียงเท่านี้เราก็สามารถสมัครเมล์ของ outlook.com ได้แล้ว หวังว่าบทความนี้คงมีประโยชน์กับเพื่อนๆบ้างนะครับ

ที่่มา:http://www.modify.in.th/142

IT น่ารู้ (วิธีสมัคร gmail)

วิธีในการสมัครใช้งาน Gmail จีเมลใหม่แบบละเอียดภาษาไทย

สมัยนี้ใครๆ ก็สมัครใช้ Gmail จีเมล เนื่องจากเป็นบริการเดียวกันกับเจ้าของ Google และยังเป็นบริการอีเมล์ที่สามารถจะนำไปใช้บริการในการสมัคร blogspots ได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าคุณไม่ควรพลาดที่จะลงทะเบียนเพื่อใช้งาน Gmail อย่างเด็ดขาด ส่วนใครที่ยังไม่เคยสมัครใช้งาน Gmail นั้นวันนี้เราก็มีขั้นตอนในการสมัคร Gmail ภาษาไทยแบบละเอียดมาฝากกัน

สมัคร gmail

วิธีลงทะเบียนสมัคร gmail

ขั้นตอนในการสมัครอีเมล์ Gmail จีเมล Google Mail
1.ให้คุณเข้าไปที่ www.gmail.com เพื่อเข้าไปสมัครใช้งาน Gmail นั่นเอง

2.ให้คุณสังเกตด้านบนสุดขวามือของเว็บไซต์คุณจะเห็นสี่เหลี่ยมสีแดงที่เขียนว่า สร้างบัญชี อยู่ให้คุณคลิกไปที่สี่เหลี่ยมสีแดงที่เขียนว่า สร้างบัญชีได้ทันที

ลงทะเบียนในการสมัคร gmail

3.หน้าต่อไปคุณจะเห็นด้านขวามือนั้นมีช่องสี่เหลี่ยมสีขาวให้คุณกรอกข้อมูลเยอะแยะไปหมดเลยมาเริ่มจากด้านบนก่อน ดังนี้

กรอกชื่อ และ นามสกุล ของคุณลงไปจริงๆ ไม่จำเป็นจะต้องกรอกชื่อ หรือ นามสกุล ของคุณจริงก็ได้สามารถใช้ชื่อที่ตั้งเอาเองก็ได้ในส่วนนี้แต่ชื่อที่ใช้นั้นต้องเป็นคนล่ะชื่อกับที่คุณจะตั้งเป็นชื่อ Gmail ของคุณ

ลงทะเบียนในการสมัคร gmail

เลือกชื่อผู้ใช้ ให้คุณตั้งชื่อที่คุณต้องการใช้เป็นชื่ออีเมล์แอดเดรส เช่น xxx@gmail.com นั่นเอง ตั้งแล้วต้องจำให้ได้นะเพราะเป็นชื่อที่จะต้องใช้เข้าสู่ระบบ Gmail ทุกครั้ง

สร้างรหัสผ่าน และ ยืนยันรหัสผ่าน ในช่องนี้ให้คุณตั้งรหัสผ่าน ด้วยตัวเลข หรือ ตัวอักษรก็ได้ซึ่งต้องมีความยาวไม่ต่ำกว่า 8 อักขระ ด้วยนั่นเอง และควรเป็นรหัสผ่านที่คุณคิดว่าจำได้ด้วยไม่เช่นนั้นถ้าลืมขึ้นมาแล้วคุณอาจจะเข้าใช้งานอีเมล์ของคุณไม่ได้นั่นเอง

วัน เดือน ปี ในส่วนนี้ให้คุณกรอก วัน เดือน ปี เกิดของคุณให้ถูกต้อง

ขั้นตอนต่อไป คือ การระบุเพศของคุณ ชาย หญิง หรือ อื่นๆ ในกรณีที่คุณเป็น ทอม กระเทยเกย์ เป็นต้นให้ระบุเลือกที่อื่นๆ

กรอกเบอร์มือถือจริงของคุณเนื่องจากมีประโยชน์ และ ปลอดภัยเป็นอย่างมากทาง Gmail จะส่งรหัสรักาความปลอดภัยให้คุณผ่านทาง SMS เบอร์มือถือที่คุณได้กรอกเอาไว้ในกรณีที่คุณเกิดลืมรหัสผ่านในการเข้าใช้งาน Gmail ของคุณนั่นเอง

ที่อยู่อีเมล์ปัจจุบันของคุณ ในส่วนนี้ถ้าคุณมีที่อยู่อีเมล์อื่นอยู่แล้วค่อยกรอกแต่ถ้าไม่มีก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกรอกปล่อยเว้นว่างเอาไว้ก็ได้

gmail3

พิสูจน์ว่าคุณไม่ได้เป็นหุ่นยนต์ แค่คุณกรอกเลข หรือ ตัวอักษรตามรูปภาพที่ขึ้นอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมสีขาวด้านล่างให้ถูกต้องก็พิสูจน์ได้ว่าคุณไม่ใช่หุ่นยนต์แล้ว

ตำแหน่งที่อยู่ ให้คุณเลือกเป็น ประเทศ ไทย

หลังจากนั้นจะมีช่องสี่เหลี่ยมสีขาวให้คุณเลือกติกเครื่องหมายถูกคุณจะติกเฉพาะอันบน หรือ เลือก ติกอันล่างด้วยก็ได้ในส่วนนี้

หลังจากกรอกข้อมูลถูกต้องครบถ้วนทุกช่องแล้วให้คุณกดที่ สี่เหลี่ยมสีน้ำเงิน ขั้นตอนถัดไป ได้ทันที

ลงทะเบียนในการสมัคร gmail
เพียงเท่านี้คุณก็สามารถสมัครใช้งาน Gmail ได้เรียบร้อย และ ขั้นตอนต่อไปนั่นคือการเลือกรูปใส่ประจำโปรไฟล์ Gmail ของคุณก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยสมัคร Gmailง่ายๆ เพียงไม่กี่นาทีคุณก็มี Gmail เป็นของตัวเองแล้วคุณสามารถที่จะรับส่งจดหมายผ่านทาง Gmail เพื่อติดต่อกับเพื่อน หรือ ติดต่องานได้ อย่างสะดวกสบายสุดๆ ที่สำคัญ Gmail นั้นยังมีรูปแบบในการใช้งานที่ง่ายอีกด้วย

ที่มา:http://itmemail.com/?p=34

การ์ตูน(โทริโกะ)

ดาวน์โหลด (4)Toriko-w1

 

เรื่องย่อ

            เนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวที่เกิดในยุคที่เรียกว่ายุคกรูเม่ต์นั่นคืออาหารนั้นเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของโลกใบนี้ และพระเอกของเราก็คือนักล่า อาหารมีนามว่า โทริโกะ หนุ่มบ้ากล้าม ซึ่งเป็น 1 ในจตุรเทพนักล่าอาหารชื่อดัง ออกเดินทางไปทั่วเพื่อตามล่าหาวัตถุดิบที่มีค่ามากินเพื่อเพิ่มพลังให้กับตนเอง โดยเขาได้จับคู่กับ โคมัตสึ กุ๊กฝีมือเยี่ยมในการเดินทางผจญภัยไปในแต่ละที่ เพื่อสรรหาวัตถุดิบที่มีคุณค่า และหายากเพื่อมาเติมเต็มในฟูล คอร์ส ซึ่งถือว่าเป็น สิ่งที่สำคัญที่สุดของนักล่าอาหารทุกๆคน

 

ตัวละครหลัก

           โทริโกะ ไอ้หนุ่มบ้ากล้าม จอมพลัง มีฉายาว่า “จอมตะกละ” เนื่องมาจากเขาสามารถกินอาหารได้ในจำนวนที่คนทั้งกองทัพกินกัน และด้วยพละกำลังที่มากมายมหาศาลและเทคนิคการต่อสู้ขั้นสุดยอดทำให้เขาถูกกล่าวขานกันว่าเป็น 1 ใน จตุรเทพของนักล่าอาหาร

          โคมัตสึ กุ๊กตัวเล็ก ขี้ตกใจ ขี้กลัวแต่มีฝีมือด้านการทำอาหารเป็นเลิศและยังมีพรสวรรค์สำคัญที่จพเป็นในการออกตามล่าอาหารนั่นก็คือ การดึงดูดวัตถุดิบอันมีค่า เขาออกเดินทางเป็นคู่หูกับโทริโกะ เพื่อศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและอาหารที่มีอยู่มากมายทั่วโลกใบนี้

           โคโคะ อีก 1 ใน 4 จตุรเทพนักล่าอาหาร เป็นเพื่อนของโทริโกะ มีความเชี่ยวชาญด้านการใช้พิษ มีความรอบรู้เรื่องเกี่ยวกับพิษ และสัตว์มีพิษเป็นอย่างดี และมีความสามารถพิเศษในการดูดวง คาดเดาชะตาได้อีกด้วย

          ซานี่  อีก 1 ใน 4 จตุรเทพ ผู้รักสวยรักงาม เขาเป็นนักล่าอาหารที่ใช้ความสามารถในการควบคุมเส้นผมในการโจมตีและต่อสู้ เขาเลือกที่จะล่าแต่สิ่งที่สวยงามเท่านั้น

             ซีบร้า อีก 1 ใน 4 จตุรเทพ ดูเหมือนจะเป็นคู่กัดกับทางโทริโกะ ปัจจุบันนั้นถูกจองจำอยู่ในคุกเนื่องจากเป็นตัวอันตราย ร่างกายใหญ่โต ดูน่ากลัว แต่จริงๆแล้วลึกๆเขาเป็นคนที่มีจิตใจดีมากๆแต่ไม่แสดงออก 5555 ใช้คลื่นเสียงเป็นอาวุธ  ในการโจมตีและการตามหาเป้าหมาย เป็นคนที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งมากที่สุดคนหนึ่ง

ที่มา:http://cartoon.tonruk.com/view/4111.html